
เมื่ออายุเพิ่มขึ้น หลายคนเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นผิวที่หย่อนคล้อย ร่องลึกบริเวณร่องแก้ม แนวกรอบหน้าไม่ชัด หรือผิวบริเวณลำคอที่เริ่มหย่อนลง ปัญหาเหล่านี้เป็นผลจากการเสื่อมตามธรรมชาติของโครงสร้างผิวหนัง กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อใต้ผิว ทำให้หลายคนเริ่มค้นหาวิธีการฟื้นฟูใบหน้าให้กลับมาดูอ่อนเยาว์อีกครั้ง


หนึ่งในวิธีที่ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ คือ การศัลยกรรมดึงหน้า Facelift และศัลยกรรมดึงคอ Necklift ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่สามารถแก้ไขความหย่อนคล้อยของใบหน้าและลำคอได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจยังมีคำถามว่า ดึงหน้า คืออะไร? ทำไมต้องทำกับศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง (Plastic Surgeon) และการผ่าตัดประเภทนี้มีความสำคัญอย่างไรต่อผลลัพธ์และความปลอดภัยของผู้เข้ารับการรักษา

บทความนี้จะอธิบายถึงหลักการของการผ่าตัดดึงหน้า Facelift Surgery รวมถึงเหตุผลว่าทำไมการเลือกผ่าตัดกับศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและปลอดภัย
การดึงหน้า คืออะไร? และทำไมศัลยกรรมดึงหน้า จึงมีความซับซ้อน

หลายคนอาจเข้าใจว่าการดึงหน้า คือ การดึงผิวหนังให้ตึงขึ้น เพื่อให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ แต่ในความเป็นจริง ศัลยกรรมดึงหน้า (Facelift) เป็นการผ่าตัดที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก เนื่องจากใบหน้าของคนเราประกอบโครงสร้างหลายชั้น ตั้งแต่ผิวหนังไปจนถึงกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อสำคัญที่อยู่ลึกลงไป
โครงสร้างหลักของใบหน้าที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัดดึงหน้า ได้แก่
- ชั้นผิวหนัง (Skin) ซึ่งแบ่งออกเป็นชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) และชั้นหนังแท้ (Dermis)
- ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat)
- ชั้น SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System)
- กล้ามเนื้อใบหน้า (Facial Muscles)
- หลอดเลือดและเส้นประสาทใบหน้า (Blood Supply and Nerve Innervation of Face)

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น โครงสร้างเหล่านี้จะเกิดการหย่อนคล้อยลงตามแรงโน้มถ่วงและการเสื่อมของคอลลาเจน การผ่าตัดดึงหน้า จึงไม่ได้เป็นเพียงการดึงผิวหนังเท่านั้น แต่ต้องมีการยกกระชับโครงสร้างหลายชั้นพร้อมกัน เพื่อให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและอยู่ได้นาน
หากทำการผ่าตัดโดยผู้ที่ไม่มีความเข้าใจในโครงสร้างใบหน้าอย่างลึกซึ้ง อาจทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่เป็นธรรมชาติ เช่น ใบหน้าตึงแข็งเกินไป ใบหน้าไม่สมดุล หรืออาจเกิดการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทใบหน้าได้ ดังนั้นการผ่าตัดดึงหน้า จึงถือเป็นหนึ่งในหัตถการที่ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์สูงในสาขา Plastic Surgery หรือ ศัลยกรรมตกแต่งเฉพาะทาง
ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง (Plastic Surgeon) มีบทบาทสำคัญอย่างไร? ในการผ่าตัดดึงหน้า
ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง (Plastic Surgeon) เป็นแพทย์ที่ผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง ซึ่งต้องใช้เวลาศึกษาและฝึกปฏิบัติหลายปีในด้านกายวิภาคศาสตร์ การผ่าตัด และการดูแลภาวะแทรกซ้อน
การผ่าตัดในสาขา Plastic Surgery ไม่ได้เน้นเพียงความสวยงามเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงโครงสร้างทางการแพทย์และความปลอดภัยของคนไข้เป็นสำคัญ
สำหรับการศัลยกรรมดึงหน้า (Facelift) ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางจะมีบทบาทสำคัญในหลายขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็น

- การประเมินโครงสร้างใบหน้าอย่างละเอียด
ศัลยแพทย์ตกแต่งจะวิเคราะห์สัดส่วนใบหน้า ระดับความหย่อนคล้อยของผิวหนัง และตำแหน่งของไขมันบนใบหน้า เพื่อวางแผนการผ่าตัดที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล - การออกแบบเทคนิคการผ่าตัดเฉพาะบุคคล
ใบหน้าของแต่ละคนมีโครงสร้างที่แตกต่างกัน ดังนั้นการผ่าตัดดึงหน้าที่ดีต้องใช้การประเมินและออกแบบการรักษา และเลือกใช้เทคนิคเฉพาะบุคคล เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด และมีผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ - การปกป้องเส้นประสาทใบหน้า
เส้นประสาทใบหน้าเป็นโครงสร้างสำคัญที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ หากได้รับความเสียหาย อาจทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงได้ ศัลยแพทย์ตกแต่งจะมีความรู้ในการหลีกเลี่ยงโครงสร้างสำคัญเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี - การควบคุมภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด
ศัลยแพทย์ตกแต่งมีความชำนาญในการจัดการภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดคั่งใต้ผิวหนัง การบวมช้ำ หรือการกำหนดแผลผ่าตัดอย่างเหมาะสม เพื่อให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างปลอดภัย และคนไข้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติหลังทำ
ศัลยแพทย์ทำงานร่วมกับวิสัญญีแพทย์ ดูแลคนไข้แบบ 1:1
วิสัญญีแพทย์เฉพาะทาง หรือแพทย์เฉพาะทางสาขา วิสัญญีวิทยา (Anesthesiology) คือ แพทย์ผู้รับผิดชอบด้านการให้ยาสลบและการดูแลความปลอดภัยของผู้ป่วยตลอดกระบวนการผ่าตัด ก่อนเข้ารับการผ่าตัด แพทย์จะทำการประเมินสภาพร่างกายของผู้ป่วยอย่างละเอียด เพื่อวางแผนวิธีการดมยาสลบให้เหมาะสม โดยพิจารณาจากประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ และลักษณะของการผ่าตัด
ในระหว่างการผ่าตัด วิสัญญีแพทย์จะเฝ้าติดตามสัญญาณชีพของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง เช่น การเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และระดับออกซิเจนในเลือด เพื่อควบคุมการให้ยาสลบและรักษาความสมดุลของร่างกายให้การผ่าตัดดำเนินไปอย่างปลอดภัย
หลังเสร็จสิ้นการผ่าตัด วิสัญญีแพทย์ยังดูแลผู้ป่วยในช่วงฟื้นตัวจากยาสลบ พร้อมทั้งช่วยควบคุมอาการปวดและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยมากที่สุด

ยาสำหรับภาวะฉุกเฉิน
มีการสำรองยา Dantrolene หากมีภาวะ Malignant Hyperthermia และยาสำหรับภาะวะฉุกเฉินอื่นๆ
วิสัญญีแพทย์ประจำ BLS Surgery Center
BLS Surgery Center มีวิสัญญีแพทย์เฉพาะทางคอยดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดแบบ 1:1 ตลอดกระบวนการผ่าตัด เพื่อให้มั่นใจว่าการดมยาสลบและการผ่าตัดเป็นไปอย่างปลอดภัยตามมาตรฐานทางการแพทย์
รายชื่อวิสัญญีแพทย์ประจำศูนย์
- หมอเอมี่ พญ. ณัฐกุล สุธนะเสรีพร ว.50531
- หมอพลอย พญ. ภัทรดา เพิ่มศักดิ์มีทรัพย์ ว.51179

ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายชื่อแพทย์และสถานะใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม ได้ที่ เว็บไซต์แพทยสภา
เทคนิคการผ่าตัดดึงหน้า Facelift ที่ช่วยให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ
เทคนิคการผ่าตัดดึงหน้าในปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ อยู่ได้ยาวนาน และยังช่วยลดความเสี่ยงจากการผ่าตัด
เทคนิคที่ศัลยแพทย์ตกแต่งนิยมใช้ ได้แก่
- Deep SMAS Facelift
เป็นเทคนิคผ่าตัดยกกระชับชั้น SMAS ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของใบหน้า ทำให้สามารถแก้ไขความหย่อนคล้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร่วมกับเทคนิคซ่อนแผลบริเวณหน้าหรือในไรผม กระดูกอ่อนหน้าใบหูด้านในและบริเวณชิดกับติ่งหู ช่วยให้แผลดูเนียน แทบไม่เห็นรอยแผลหลังทำ - Endo-Facelift
เป็นการใช้กล้องช่วยในการผ่าตัดดึงหน้า ทำให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก ช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ไม่มีแผลบริเวณใบหน้า และยังช่วยให้พักฟื้นน้อยอีกด้วย

การเลือกเทคนิคที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
- อายุของผู้เข้ารับการผ่าตัด
- ระดับความหย่อนคล้อยของใบหน้า
- คุณภาพของผิวหนัง
- โครงสร้างกระดูกใบหน้า
ศัลยแพทย์จะพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ร่วมกัน เพื่อให้การศัลยกรรมดึงหน้า ได้ผลลัพธ์ที่สวยงาม ดูเป็นธรรมชาติ และเหมาะสมกับคนไข้เคสนั้นๆ มากที่สุด
ผ่าตัดดึงหน้า บวมกี่วัน? และใช้เวลากี่ชั่วโมง?
อีกหนึ่งคำถามที่พบได้บ่อยจากผู้ที่สนใจทำหัตถการผ่าตัดดึงหน้า Facelift คือ เรื่องระยะเวลาของการผ่าตัดและการฟื้นตัวหลังผ่าตัด
ผ่าตัดดึงหน้า ใช้เวลากี่ชั่วโมง?
โดยทั่วไป การผ่าตัดดึงหน้า ดึงคอ (Facelift & Necklift) จะใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง หรือหากเป็นการส่องกล้องดึงหน้า (Endo-Facelift) จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเทคนิคที่ใช้และความซับซ้อนของแต่ละเคส
ในบางกรณีอาจมีการทำหัตถการอื่นร่วมด้วย ที่พบได้บ่อย เช่น
- ส่องกล้องยกคิ้ว (Endo-Brow Lift)
- ศัลยกรรมถุงใต้ตา (Eye Bags Surgery)
- แก้หนังตาตก (Subbrow Lift)
ซึ่งอาจทำให้ระยะเวลาการผ่าตัดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ผ่าตัดดึงหน้า บวมกี่วัน?
หลังการศัลยกรรมดึงหน้าดึงคอ อาการบวมและช้ำเป็นเรื่องปกติของกระบวนการฟื้นตัว สามารถหายได้เอง
โดยทั่วไป
- มีอาการบวมได้บ้างในช่วง 3 – 5 วันแรก
- อาการบวมจะค่อยๆ ลดลงภายใน 7 วัน
- ใบหน้าจะเริ่มเข้าที่มากขึ้นในช่วง 1 – 3 เดือน
การดูแลหลังผ่าตัดอย่างถูกต้อง เช่น การประคบเย็นรอบแผลผ่าตัด นอนยกศีรษะสูง งดออกกำลังกาย ห้ามแผลโดนน้ำ จนกว่าจะตัดไหม และการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ จะช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัย
การดึงหน้าอยู่ได้นานแค่ไหน?
โดยทั่วไปผลลัพธ์ของการศัลยกรรมดึงหน้า (Facelift) สามารถอยู่ได้นานประมาณ 5-10 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ และการดูแลตัวเองของแต่ละบุคคล หลังผ่าตัดโครงสร้างใบหน้าจะถูกยกกระชับใหม่ ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม กระบวนการเสื่อมของผิวตามวัยยังคงดำเนินต่อไป จึงควรดูแลผิวและสุขภาพผิวอย่างสม่ำเสมอ
ดึงหน้าต้องรัดหน้ากี่วัน?

หลังการผ่าตัดดึงหน้า แพทย์แนะนำให้ใส่ผ้ารัดหน้าประมาณ 5–7 วันแรกตลอดเวลา ในช่วงสัปดาห์แรก เพื่อช่วยลดอาการบวมและพยุงเนื้อเยื่อให้เข้าที่ สามารถถอดพักช่วงรับประทานอาหารได้ หรือเมือมีอาการปวดศีรษะ สามารถถอดพัก หากหายจากอาการให้นำกลับมาใส่ใหม่
หลังตัดไหม ให้ใส่ผ้ารัดหน้า 6 ชม./วัน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ทั้งนี้ระยะเวลาอาจแตกต่างกันตามเทคนิคการผ่าตัดและการประเมินของแพทย์
คนเราดึงหน้าได้กี่ครั้ง?
โดยทั่วไปคนเราสามารถทำศัลยกรรมดึงหน้าได้มากกว่า 1 ครั้ง หากในอนาคตเกิดความหย่อนคล้อยขึ้นตามวัย ส่วนใหญ่มักเว้นระยะประมาณ 5-10 ปี ก่อนพิจารณาผ่าตัดซ้ำ ทั้งนี้แพทย์จะประเมินจากสภาพผิว โครงสร้างใบหน้า และสุขภาพโดยรวมของผู้เข้ารับการผ่าตัดก่อนตัดสินใจทำการผ่าตัดครั้งต่อไป
VDO ดึงหน้าดึงคอ (Facelift & Necklift) ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ ที่ BLS Surgery Center
หากใครรู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีใบหน้าหย่อนคล้อย ไม่กระชับ มีริ้วรอย ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก กระเปาะแก้ม หรือผิวบริเวณลำคอที่เริ่มหย่อนคล้อยและเหี่ยวย่น ศัลยกรรมดึงหน้า (Facelift) สามารถช่วยยกกระชับหน้าให้ดูอ่อนเยาว์และได้สัดส่วนมากขึ้นได้
BLS Surgery Center มีทีมศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง (Plastic Surgeon) ที่วางแผนการผ่าตัดแบบเฉพาะบุคคล เพื่อผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและปลอดภัย
- นพ.ศุภกร ตั้งจิรคภัณฑ์ (SUPHAKORN TANGCHIRAKHAPHAN, M.D.) ว.48272 หรือ หมอเอิร์ธ BLS ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง (Plastic Surgeon)

- พญ.วิภาพรรณ วัสสนธิ์ (VIPAPHAN WATSON, M.D.) ว.55914 หรือ หมอวิ BLS ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง (Plastic Surgeon)

- นพ.เตชิณญ วศินสังวร (TECHIN WASINSANGWORN, M.D.) ว.54362 หรือ หมอต้า BLS ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง (Plastic Surgeon)

ผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาปรึกษา ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง (Plastic Surgeon) เพื่อประเมินปัญหาและออกแบบการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละเคสได้อย่างมั่นใจ
เข้ารับคำปรึกษา หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ถึง 3 สาขา
สาขาสเตเดียมวัน (BTS สนามกีฬาแห่งชาติ)
- Call: 02-460-9210 กด 1
- Map: https://goo.gl/maps/iV2Km2Khj3KAdcnA9
สาขานครปฐม (คลินิก นครปฐม)
- Call: 02-460-9210 กด 3
- Map: https://goo.gl/maps/mKcq792RrqfGhxAx7
สาขาศาลายา (คลินิก ศาลายา)
- Call :02-460-9210 กด 4
- Map: https://goo.gl/maps/TkBM5Wiw1E4mrZJh9













