
ใครว่าความร่วงโรยตามวัยแก้ไขไม่ได้ ? BLS Surgery Center ขอพาเจาะลึกปัญหาหน้าหย่อนคล้อย ริ้วรอย และร่องน้ำหมาก พร้อมเปิดรีวิวไทม์ไลน์แผลผ่าตัดดึงหน้าและดึงคอแบบละเอียดตั้งแต่ช่วงหลังผ่าตัดใหม่ ๆ จนครบ 1 ปี กับผลลัพธ์ใบหน้าดูอ่อนเยาว์เป็นธรรมชาติที่ BLS Surgery Center
เมื่อเวลาผ่านไป ปัญหาผิวและริ้วรอยร่องลึก มักเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก หลายคนเริ่มสังเกตเห็นสัญญาณของความร่วงโรย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหน้าหย่อนคล้อย ผิวหน้าไม่กระชับ เริ่มมีริ้วรอยตามจุดต่างๆ รวมถึงปัญหาแก้มห้อย ร่องแก้ม และร่องน้ำหมากที่ลึกขึ้น จนทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าและดูมีอายุ นอกจากนี้ปัญหาผิวบริเวณลำคอที่ไม่เรียบตึงหรือมีเหนียง ยังเป็นจุดที่ทำให้หลายคนสูญเสียความมั่นใจ
การมองหาตัวช่วยเพื่อยกกระชับใบหน้าให้กลับมาดูสดใสอีกครั้ง จึงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะการผ่าตัดดึงหน้า หรือการดึงหน้า Facelift ร่วมกับการดึงคอ ซึ่งถือเป็นวิธีที่ช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุดและเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุด แต่หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยสำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจคือ “แผลดึงหน้า กี่วันหาย” หรือ “ดึงหน้า พักฟื้นกี่วัน” เราจะพาทุกคนไปส่องไทม์ไลน์แผลดึงหน้า ดึงคอ (Facelift & Necklift) และการดูแลตัวเองที่ BLS Surgery Center ตลอดระยะเวลา 1 ปีเต็ม

1. แผลดึงหน้าอยู่ตรงไหน? เข้าใจตำแหน่งแผล Facelift & Necklift ก่อนผ่าตัด
ก่อนตัดสินใจผ่าตัดดึงหน้า สิ่งสำคัญ คือ ต้องเข้าใจตำแหน่งแผล เพื่อลดความกังวลเรื่องรอยแผลเป็น
- แผลดึงหน้าดึงคอซ่อนตรงไหนบ้าง : การทำ Facelift ดึงหน้าชั้นลึก ร่วมกับดึงคอ ที่ BLS Surgery Center ใช้เทคนิคซ่อนรอยแผลจากการยกกระชับใบหน้าอย่างแนบเนียน ตั้งแต่บริเวณหน้าไรผมและขอบหู อ้อมไปบริเวณหลังหู เย็บละเอียดในทุกชั้นผิว จนแทบมองไม่เห็นแผล ช่วยให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ

- เทคนิคซ่อนแผล ที่ BLS Surgery Center : เทคนิคที่ใช้ คือ เทคนิคซ่อนแผล (Invisible Lock) ที่ถูกพัฒนาขึ้น โดยศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางของ BLS Surgery Center โดยออกแบบและวางตำแหน่งแผลผ่าตัดให้ซ่อนอยู่บริเวณหน้าไรผมและขอบหู อ้อมไปบริเวณหลังหู ช่วยซ่อนแผลเนียน ให้มองไม่เห็นแผล แม้หลังทำใหม่ๆ แผลหายไว ไม่บวมช้ำ พักฟื้นน้อย
- ทำไมแผลจึงแทบมองไม่เห็นเมื่อเวลาผ่านไป : หลังทำทันที แผลผ่าตัด จะแนบสนิทไปกับบริเวณแนวไรผมและแนวกรอบใบหู ทำให้สังเกตเห็นแผลได้ยาก และด้วยการยกกระชับที่ชั้นผิวชั้น SMAS จึงลดแรงดึงและการอักเสบ แผลจึงหายเร็วและจางลงตามธรรมชาติ เมื่อครบ 1 ปี แผลจะเนียนสนิทกับผิวและแนวผม
2. ไทม์ไลน์แผลดึงหน้า 0-14 วันแรก หลังผ่าตัดเป็นอย่างไร
ช่วง 2 สัปดาห์แรกเป็นระยะที่ร่างกายเริ่มฟื้นตัว ดึงหน้า พักฟื้นกี่วัน จึงเป็นคำถามที่หลายคนสนใจ
- Day 1-3 อาการบวมช้ำ : หลังผ่าตัดจะมีอาการบวมและช้ำเล็กน้อย เนื่องจากเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติ แนะนำประคบเย็นด้วยเจลเย็นรอบแผล 72 ชั่วโมง และนอนยกหัวสูงเพื่อลดบวม
- Day 4-7 เริ่มยุบ : บวมและช้ำเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด ด้วยเทคนิคดึงหน้าชั้นลึก (Deep SMAS Facelift) ที่ลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ในช่วงนี้แผลเริ่มแห้งและสมานตัวดีขึ้น
- Day 7-10 ตัดไหม : โดยทั่วไปตัดไหมประมาณ 7-10 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และการฟื้นตัวของแต่ละบุคคล

- 2 สัปดาห์ เริ่มแต่งหน้าได้ : เมื่อแผลแห้งสนิทและไหมหลุดแล้ว สามารถแต่งหน้าบางๆ เพื่อปกปิดรอยช้ำได้ และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ (งดออกกำลังกายหนัก งดแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่)
3. ไทม์ไลน์แผลดึงหน้า 1-6 เดือน แผลเริ่มเนียนและเข้าที่
ช่วง 1-6 เดือน ถือเป็นระยะสำคัญที่แผลจะค่อยๆ จางลงจนใกล้เคียงสีผิวธรรมชาติ
- 1 เดือน แผลเริ่มจาง : รอยแผลเริ่มจางลงอย่างเห็นได้ชัด ดูเนียนไปกับสีผิวมากขึ้นเรื่อยๆ อาการบวมลดลงเกือบหมด
- 3 เดือน เริ่มแทบมองไม่เห็น : เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังมีการสมานตัวโดยสมบูรณ์ รอยแผลจะเริ่มเรียบเนียนจนแทบมองไม่เห็น สีแผลกลมกลืนกับผิวหนังตามธรรมชาติ
- 6 เดือน แผลเนียนเข้ากับผิว : เป็นช่วงที่แผลเนียนเข้ากับผิวอย่างสมบูรณ์แบบ และแนบไปกับแนวไรผมหรือผิวบริเวณนั้นอย่างเป็นธรรมชาติ ผิวบริเวณที่เคยหย่อนคล้อยจะยกกระชับขึ้นอย่างชัดเจน กรอบหน้าชัดขึ้น และใบหน้าดูเด็กลง
4. ผลลัพธ์แผลดึงหน้า 1 ปี หลังผ่าตัด ดูเป็นอย่างไร?
เมื่อครบ 1 ปีหลังการดึงหน้า Facelift และ ดึงคอ Necklift ผลลัพธ์โดยรวมมีความชัดเจนและคงที่มากขึ้น

- แผลแทบมองไม่เห็น : รอยแผลจากการผ่าตัดดึงหน้าจะจางจนเป็นเส้นสีขาวบางๆ เนียนสนิทไปกับผิว
- ผิวแนบเนียนกับแนวผม : การออกแบบแผลที่ซ่อนตามไรผมและหลังใบหู ทำให้คนไข้สามารถรวบผมหรือโชว์รูปหน้าได้อย่างมั่นใจ
- ใบหน้าดูอ่อนเยาว์เป็นธรรมชาติ : ไม่ดูแข็งทื่อหรือตึงจนเกินไป ปัญหาร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก และแก้มห้อยได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด
- ผลลัพธ์ที่อยู่ได้นาน : การทำ Facelift และ Necklift ให้ผลลัพธ์ที่คงทนยาวนานหลายปี ช่วยย้อนวัยให้ใบหน้าดูสดใสและคงความอ่อนเยาว์ไว้อย่างมีประสิทธิภาพ

BLS Surgery Center เป็นคำตอบของการดึงหน้าที่ปลอดภัย และเป็นธรรมชาติ
เมื่อตัดสินใจเลือกทำศัลยกรรมใบหน้า ความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ คือ สิ่งสำคัญที่สุด ที่ BLS Surgery Center เราให้ความสำคัญกับมาตรฐานทางการแพทย์ และความชำนาญเฉพาะทาง โดยเฉพาะในด้านศัลยกรรมดึงหน้าและดึงคอ (Facelift & Necklift)

1. ดำเนินการโดยศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง (Plastic Surgeon)
ในประเทศไทย จำนวนของศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง (Plastic Surgeon) มีสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนคลินิกศัลยกรรมที่มีอยู่อย่างมหาศาล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้เข้ารับบริการควรพิจารณาเพื่อความปลอดภัย

ที่ BLS Surgery Center เราให้ความสำคัญกับความเชี่ยวชาญเป็นอันดับหนึ่ง โดยเรามีศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง (Plastic Surgeon) ประจำศูนย์ถึง 3 ท่าน ทำให้การผ่าตัดดึงหน้าทุกเคสถูกวางแผนและดูแลอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์ผู้ผ่านการฝึกฝนเฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งโดยตรง มั่นใจได้ในมาตรฐานความปลอดภัย เทคนิคการผ่าตัดที่แม่นยำ และการประเมินโครงสร้างใบหน้า เพื่อผลลัพธ์ที่สวยงามและเป็นธรรมชาติ
2. ดูแลโดยวิสัญญีแพทย์แบบ 1:1 เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
การดมยาสลบไม่ใช่เรื่องที่ควรละเลย สำหรับการผ่าตัดดึงหน้าที่ BLS Surgery Center เรามีวิสัญญีแพทย์เฉพาะทาง ดูแล 1:1 ตลอดการผ่าตัด เพื่อให้มั่นใจความปลอดภัยสูงสุดในทุกนาทีที่อยู่บนเตียงผ่าตัด
การดูแลแบบเฉพาะบุคคล : วิสัญญีแพทย์จะประเมินสุขภาพของคนไข้อย่างละเอียดก่อนผ่าตัด ทั้งประวัติการเจ็บป่วย โรคประจำตัว ยาที่ใช้เป็นประจำ และประเภทของการผ่าตัด เพื่อวางแผนการให้ยาสลบที่เหมาะสมกับคนไข้แต่ละรายโดยเฉพาะ
การเฝ้าระวังระหว่างผ่าตัด : ตลอดระยะเวลาการผ่าตัด วิสัญญีแพทย์จะทำหน้าที่ติดตามสัญญาณชีพ และระดับความลึกของการสลบอย่างใกล้ชิด เพื่อควบคุมให้ภาวะร่างกายของคนไข้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด
การดูแลช่วงพักฟื้น : หลังสิ้นสุดการผ่าตัด วิสัญญีแพทย์จะยังคงดูแลคนไข้อย่างต่อเนื่องจนกว่าคนไข้จะฟื้นตัวจากยาสลบได้อย่างสมบูรณ์ รวมถึงคอยจัดการอาการปวดและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้ช่วงเวลาหลังผ่าตัดเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด

ยาสำหรับภาวะฉุกเฉิน
มีการสำรองยา Dantrolene หากมีภาวะ Malignant Hyperthermia และยาสำหรับภาะวะฉุกเฉินอื่นๆ
วิสัญญีแพทย์ประจำ BLS Surgery Center
- หมอเอมี่ พญ. ณัฐกุล สุธนะเสรีพร (ว.50531)
- หมอพลอย พญ. ภัทรดา เพิ่มศักดิ์มีทรัพย์ (ว.51179)

ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายชื่อแพทย์และสถานะใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม ได้ที่ เว็บไซต์แพทยสภา
ด้วยความพร้อมทั้งทีมศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางและวิสัญญีแพทย์ที่ดูแลอย่างใกล้ชิดแบบเคสต่อเคส ทำให้ BLS Surgery Center เป็นสถานที่ที่ได้รับความไว้วางใจสำหรับผู้ที่มองหาความสวยงามควบคู่ไปกับความปลอดภัยตามมาตรฐานทางการแพทย์ระดับสากล
3. ห้องผ่าตัดมาตรฐาน เลือกผ่าตัดและพักฟื้นในโรงพยาบาลได้


คนไข้สามารถเลือกผ่าตัดและพักฟื้นในโรงพยาบาลได้ เพิ่มความมั่นใจทั้งในด้านความปลอดภัยและการดูแลหลังผ่าตัด
ปรึกษาศัลยกรรมดึงหน้า ดึงคอ (Facelift & Necklift) กับศัลยแพทย์ BLSSurgery Center
- นพ.ศุภกร ตั้งจิรคภัณฑ์ (SUPHAKORN TANGCHIRAKHAPHAN, M.D.) ว.48272 หรือ หมอเอิร์ธ BLS ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง (Plastic Surgeon)

- พญ.วิภาพรรณ วัสสนธิ์ (VIPAPHAN WATSON, M.D.) ว.55914 หรือหมอวิ BLS หรือ หมอวิ BLS ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง (Plastic Surgeon)

- นพ.เตชิณญ วศินสังวร (TECHIN WASINSANGWORN, M.D.) ว.54362 หรือ หมอต้า BLS ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง (Plastic Surgeon)

หากคุณกำลังมองหาคลินิกสำหรับดึงหน้าที่ไหนดี และต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผ่าตัดดึงหน้า ยกกระชับใบหน้า หรือ ดึงหน้า Facelift สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของ BLS Surgery Center เพื่อเข้าใจขั้นตอนและการดูแลหลังผ่าตัดอย่างละเอียด รวมถึงไทม์ไลน์แผลดึงหน้า ดึงคอ อย่างครบถ้วน จะช่วยให้คุณเตรียมตัวและมั่นใจในการตัดสินใจได้มากขึ้น เพราะความสวยที่ดูเป็นธรรมชาติเริ่มต้นจากการเข้าใจและดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี
สาขาสเตเดียมวัน (BTS สนามกีฬาแห่งชาติ)
- Call: 02-460-9210 กด 1
- Map: https://goo.gl/maps/iV2Km2Khj3KAdcnA9
สาขานครปฐม (คลินิก นครปฐม)
- Call: 02-460-9210 กด 3
- Map: https://goo.gl/maps/mKcq792RrqfGhxAx7
สาขาศาลายา (คลินิก ศาลายา)
- Call :02-460-9210 กด 4
- Map: https://goo.gl/maps/TkBM5Wiw1E4mrZJh9








